เขียนโดย: Prachya Sangswang

เมื่อ: 5 ตุลาคม 2564 - 12:58

Mercedes BENZ 500E W124 ที่สุดแห่งตำนาน รถซีดานที่ดีที่สุดในโลก

ในโลกนี้ จะมีมั้ย รถที่ออกแบบโดยสำนักออกแบบในอิตาลี ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงาม

ในโลกนี้ จะมีมั้ย รถที่ ผลิตโดย วิศวกรเยอรมัน ที่ เลื่องชื่อเรื่องการประหยัดน้ำมัน

ในโลกนี้ จะมีมั้ย รถ ที่ต้องคบหากับเครื่องยนต์ใหญ่เกินตัว เพราะโดนบูชิโดซุ่มโจมตียอดขาย

ในโลกนี้ จะมีมั้ย รถ ที่ไม่สามารถผลิต ในไลน์การผลิตของตัวเองได้ จนต้องพึ่งพาคู่แข่งให้ช่วยผลิตให้

 

มี....และ มันคือ รถซีดาน ที่ถูกขนานนามว่า ครบเครื่องที่สุด เพอร์เฟ็คที่สุด มันคือ Mercedes Benz 500E W124 

ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อปี 1988 ช่วงนั้นถือว่าเป็นช่วงหัวล้มหัวลุกของวงการรถยนต์ในเนอรมันพอสมควร จากการขาดสภาพคล่องทางการเงิน การที่โดนรถจากแดนอาทิตย์อุทัย เข้ามาตีตลาด ด้วยราคาที่ย่อมเยาพอสมควร หลายสิ่งหลายอย่างมารุมเร้าก่อปัญหาให้กับยานยนต์โลกเยอรมันชนิดไม่หยุดไม่หย่อน 

โดยเฉพาะ บริษัทหนึ่ง ที่พูดไปใครจะเชื่อว่าแทบล่มสลาย นั่นคือ Porsche GmbH ที่ประสบสภาวะเศรษฐกิจ อย่างหนัก เพราะกำไรในการส่งออก ยอดการผลิต ดิ่งลงเหวชนิดกู่ไม่กลับกันเลยทีเดียว

ดังนั้น เพื่อกอบกู้โลก เอ้ย!! กอบกู้สถาณการณ์รถยนต์เยอรมันให้ลืมตาอ้าบากได้อีกครั้ง ความร่วมมือจึงเป็นสิ่งสำคัญ  Daimler AG (ผู้กุมบังเหียน เบนซ์ ในขณะนั้น) จึงคิดว่า เราควรจะต้องมีรถ ที่เป็นตัวตนเยอรมันจริง แสดงถึงเส้นสายความเป็นเยอรมัน แต่ต้องหรู และแรงพอที่จะสู้กับคู่แข่งสำคัญจากญี่ปุ่น อย่าง Lexus LS400 ได้ 

เดมเลอร์ ในขณะนั้น มีรถที่ทำตลาดอยู่ 2 รุ่นเด็ดๆ นั่นคือ W201 190 E และ W124 230E คู่แฝดสายคอมแพ็ค ที่ทำตลาดได้แบบเรื่อยๆ จึงทำให้ เดมเลอร์ หันซ้ายหันขวา คิดว่า จะจับเอาอะไรมาพอจะสู้กับเค้าได้บ้าง ใอ้ที่มีมันก็สู้เค้าไม่ใหว สุดท้ายก็เลยคิดว่า.....งั้นก็สร้างมันใหม่ซะเลยแล้วกัน

เดมเลอร์ ตัดสินใจคว้าเอาตัวถัง 300E W124 ที่ค่อนข้างใหม่ในขณะนั้น มาทำการปรับปรุงใหม่อีกนิด เติมโน้น เติมนี้ซะหน่อย เช่น ระบบล้างไฟหน้า ไฟท้ายแบบร่องที่สามารถสว่างได้ แม้โดนปกคลุมด้วยหิมะ

มาถึงเรื่องเครื่องยนต์ จะเอาไงดี....ด้วยโจทย์ที่ว่า ต้องตีคู่แข่งอย่าง Lexus ให้แหลกกระจุย ดังนั้น ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการเอาความจุเข้าถล่ม แบบบ้าพลัง คลั่งแรงม้า แต่ ใอ้ครั้นจะเอาเครื่องที่มีอยู่แล้ว นั่นคือเครื่อง 6.3 และ 6.9 ลิตร ทีมีอยู่ นั่นก็สูบน้ำมันยังกะเครื่องสูบน้ำ คงไม่เหมะกับสภาวะข้าวยากหมากแพงตอนนี้แน่นอน

ดังนั้น Daimler AG จึงเก็บกระเป๋า เดินทางไป สตุทการ์ต ไปหาคู่แข่งที่สำคัญที่ขณะนี้กำลังลูกผีลูกคนว่าจะรอดไม่รอด นั่นคือ Porsche AG. เนื่องจากในช่วงนั้น Porsche มีชื่อเสียงในด้านการทำเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็ก แต่ แรงม้าแรงบิดมหาศาล

การเจรจาบรรลุข้อตกลง Porsche ตัดสินใจยื่นมือเข้ามาช่วยโปรเจ็คนี้ โดยการคิดค้นเครื่องยนต์ M119 V8 4 cams 32-valve หน้าตาขึงขังยัดลงบอดี้ W124 รวมถึงงานประกอบต่างๆ 

แต่ปัญหา มันก็ยังคงมาหลอกมาหลอนอีกรอบ....

W124 เป็นรถที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อพื้นฐานเครื่องยนต์ 4 เม็ด 6 เม็ดเรียง การที่จะเอา วีแปด ยัดลงไป เป็นอะไรที่ลำบากยากเข็ญพอสมควร อีกทั้ง โรงงานประกอบที่ Sindelfingen ก็ดันเล็กเกินไปที่จะทำรถรุ่นนี้ซะอีก 

ดังนั้น พี่ปอจึงตัดสินใจ หัน ตัด สับ เฉาะ ทุกอย่างใหม่หมด ตั้งแต่ห้องเครื่อง ยันผนัง Firewall อุโมงเกียร์ คานหลัง ทุกอย่างใหม่ทั้งหมด รวมถึงปรับ Interior เสียใหม่ ขยับที่นั่งคนขับให้ถอยหลังมาอีกนิด จน ทุกอย่างลงตัว Daimler ต้องเสียโครง 300E ไปถึง 14 โครง จนได้ที่สมบูรณ์ที่สุด 

โดยขั้นตอนการผลิตรถรุ่นนี้ เรียกได้ว่า ยุ่งยากพอสมควร เพราะ Daimler จะทำหน้าที่ส่งโครงรถ ไปให้ Porsche ทำหน้าที่ในการประกอบชิ้นส่วน เช่น กันชนหน้า โป่งล้อ และอื่นๆ

เมื่อประกอบตัวถังเสร็จแล้ว Porsche จะส่งโครงตัวถังเปลือยของ  Mercedes-Benz 500 E กลับ Sindelfingen ไปให้ Daimler พ่นสี เมื่อแล้วเสร็จจึงส่งกลับมายัง Porsche ให้ประกอบเครื่องยนต์และทุกอย่างอีกที รถยนต์รุ่นนี้จึงใช้เวลาประกอบนาน 18 วันต่อหนึ่งคัน 

ขุมพลังที่ใช้เป็น เครื่องยนต์เบนซิน แบบ V8 ขนาด 5.0 ลิตร กำลังสูงสุด 326 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะเป็นมาตรฐาน ทำอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 6.1 วินาที ความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งต่อมา เครื่อวนี้ ถูกพัฒนาต่อยอดไปใช้กับรถที่เป็นเครื่อง 5.0 และ 5.5 ในค่ายหลากหลายคัน

อีกจุดหนึ่ง ที่สามารถสังเกตุได้ว่า รถคันนี้เป็น 500 E หรือ  E500 แท้ๆหรือเปล่า นั่นคือ เบาะหลัง เพราะรถคันนี้ จะเป็นรถ 2+2 ซีดาน ด้วยเหตุจากเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ ดิฟหลังมีขนาดใหญ่ จนไม่สามารถใส่ในรถปกติได้ จึงต้องมีการระเบิดหลังให้เป็นที่อยู่ของดิฟหลังนั่นเอง 

ส่วนยอดผลิตทั้งหมด ของ Mercedes-Benz 500 E รวมถึง E 500 ซึ่งต้องปรับชื่อตามการ facelift อยู่ที่ 10,479 คัน โดยส่วนมากจะเป็นพวงมาลัยซ้ายเสียเยอะ ส่วนอีกหนึ่งเวอร์ชั่น นั่นคือ 400E หน้า Batman จะเป็นรถที่ถูกผลิตขึ้น เพื่อทำตลาดในอเมริกา 

ปัจจุบัน เราหา 500E แท้ๆสวยๆ ค่อนข้างยากพอสมควร ด้วยอายุอานามที่เปลี่ยนไป อีกทั้งปัญหาจุกจิกเล็กๆน้อย ที่เจ้าของรถต้องเจอ โดยเฉพาะ ปัญหาของลิ้นเร่ง ที่เมื่ออายุมาก มักจะรวนจนเข้า Safe Mode เร่งได้ไม่เกิน 3000 รอบ แต่ก็ต้องบอกไว้ว่า รถคันนี้ ถือเป็นรถที่สวยงาม และอยู่คู่กาลเวลามาอย่างยาวนานอย่างแท้จริง

รถซื้อสอง ซื้อขายรถ ของแต่งรถ

ข่าวที่ใกล้เคียง

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook