เขียนโดย: D wisanuporn

เมื่อ: 19 เมษายน 2564 - 13:20

Nissan Navara Double Cab Calibre VL 7AT 4WD เปลี่ยนแปลงไม่มากแต่สัมผัสได้

          การทดลองขับในครั้งนี้ไม่ได้เน้นเรื่องสมรรถนะมากนัก เพราะเส้นทางที่ใช้ทดลองขับไม่ถึงกับโหดหิน จะมีก็เพียงแค่ช่วงขึ้นเขาที่ได้ลองฟังชั่นต่างๆ แต่เพียงเท่านี้ก็สามารถบอกได้ว่า Nissan Navara ใหม่มีการเปลี่ยนมากน้อยเพียงใด

 

 

          เมื่อไม่นานมานี้ทาง บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดกิจกรรมทดลองขับ รถกระบะรุ่นใหม่ล่าสุดของแบรนด์ Nissan Navara โดยในครั้งนี้มีรถที่นำมาให้ทดลอง 2 รุ่น คือ รุ่นพิเศษ Double Cab PRO-4X 7AT และรุ่น Double Cab Calibre VL 7AT 4WD และทางทีมงาน boxzaRacing จะพูดแค่รุ่น Topline อย่าง DC Calibre VL 7AT 4WD เพราะดูน่าจะเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันมากกว่ารุ่นพิเศษอย่าง Double Cab PRO-4X 7AT  

 

  Nissan Navara  DC Calibre VL 7AT 4WD เป็นรุ่น Topline

 

Nissan Navara Double Cab PRO-4X 7AT รุ่นตกแต่งพิเศษ

 

           การทดลองขับในครั้งนี้ใช้ระยะทางไม่ไกลมากอย่างที่กล่าวไปตอนต้นประมาณ 230 กิโลเมตร เป็นทริปสั้นๆ แต่สามารถบอกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของรถได้พอสมควร รวมถึงคุณสมบัติของรถที่มี เมื่อเทียบกับ Navara รุ่นก่อนหน้านี้  โดยในการเดินทางช่วงแรกนั้นมาในรูปแบบ On Road ให้ได้ลองสมรรถนะ 190 แรงม้า ของเครื่องยนต์ YS23DDTT ขนาด 2.3 ลิตร เทอร์โบคู่ ที่ทำงานประสานกับเกียร์อัตโนมัติ  7 สปีด ผลที่ได้ในเรื่องของอัตราเร่งที่ทำได้ค่อนข้างดี การตอบสนองของเกียร์ต่อเนื่อง ไม่กระชากมากนักเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์เทอร์โบเดียว ออกไปทางนุ่มนวลมากกว่าหากขับแบบปกติปล่อยให้ ECU สั่งการเอง ความเร็วขยับขึ้นต่อเนื่อง ผลมาจากเทอร์โบสองลูกทำงานเชื่อมต่อกันได้อย่างลงตัว 

 

เครื่องยนต์ YS23DDTT ขนาด 2.3 ลิตร เทอร์โบคู่ ทำงานประสานเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด

 

         ในช่วงเร่งแซงไม่ดุดัน แต่มีการดึงให้รู้สึกได้พอควรตามลักษณะของเครื่องดีเซลเทอร์โบ ทว่าดึงน้อยกว่าเทอร์โบเดียว และเราคงไม่ต้องพูดถึงเรื่องความสมูทในการเปลี่ยนเกียร์ว่าทำได้ดีขนาดไหนเพราะมีเพียง 7 เกียร์ ให้พูดง่ายๆ คือยังมีช่องว่างพอให้รู้สึกได้อยู่ เมื่อเกียร์เปลี่ยนขึ้นลงตามจังหวะการกดคันเร่ง แต่หากเปลี่ยนเกียร์เองตามต้องการก็จะได้ความรู้สึกแตกต่างไปอีกแบบ เรื่องอัตราสิ้นเปลืองยังไม่โดดเด่นนัก ออกจะเปลืองไปเล็กน้อย แม้จะใช้ความเร็วในการเดินทางแบบคงที่ 100-120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก็คงต้องปั้นรอบ ประคอบคันเร่งกันพอสมควรหากต้องการตัวเลขสวยๆ 

 

 

          มาว่ากันที่เรื่องของงานลุยกันบ้าง ต้องบอกแบบนี้ว่า Nissan Navara DC Calibre VL 7AT 4WD สามารถสร้างความประหลาดใจได้ไม่น้อยเมื่อต้องเข้าไปวิ่งในทางทุรกันดาร ที่มุ่งหน้าขึ้นเขาระเบิด ลักษณะทางราดชัน คตเคี้ยว ผสมกับความลื่นของพื่้นผิวที่เปียกมีน้ำขังในบางส่วน ทำให้ได้ลองฟังชั่นของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบเต็มที่ ในรุ่นใหม่นี้ใช้งานฟังชั่นต่างๆ ได้ง่าย การสั่งงานไม่ซับช้อน ที่สำคัญระบบตอบสนองได้รวดเร็ว สิ่งนี้จะผลทำให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้นเมื่อต้องใช้งานอย่างจริงในพื้นที่ Off Road แบบนี้ ส่วนฟังชั่นอื่นอย่างจอภาพรอบทิศทาง IAVM ซึ่งจะทำงานพร้อมกับโหมด Off Road 4x4 ที่จะช่วยให้การลุยเข้าไปในมุมอับง่ายขึ้น โดยเฉพาะช่วงว่ิ่งขึ้นทางชันหน้าเชิดแหงนมองฟ้า การแสดงผลผ่านกล้องให้ประโยชน์ได้มาก รวมไปถึงมุมด้านข้างที่ต้องเสียงกับการลงหลุมลีก

 

 

         และเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้คือเรื่องประสิทธิภาพระบบช่วงล่าง ที่ปรุงแต่งมาได้เป็นอย่างดี แม้สภาพผิวจะแย่ขนาดไหน ด้วยช่วงล่างด้านหน้าแบบปีกนกสองชัน ก็ซับได้เกือบหมด  แรงสะท้อนขึ้นมาที่พวงมาลัยนั้นน้อยมาก จะมีแค่เรื่องการโยกเยกของตัวรถที่ลงหลุมลึกเท่านั้น การทำงานระบบต่างๆ ที่มีให้ ประสานกันได้อย่างลงตัวไม่ว่าจะเป็น VDC ควบคุมการทรงตัว TCS ป้องกันล้อหมุนฟรี ระบบช่วยขึ้น-ลงทางลาดชัน HSA และ HDC และระบบป้องกันการลื่นไถล ABLS - Active Brake Limited Slip งานนี้เห็นได้ชัดว่าระบบทำงานเร็ว ระบบส่งแรงเบรกไปยังล้อที่กำลังลื่นไถลได้ดี แรงบิดส่งไปที่ล้อเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องใช้รอบสูงมากก็ผ่านได้ โดยรวมรุ่นใหม่นี้เด่นที่เรื่องของระบบการทำงานที่ตอบสนองเร็ว ช่วงล่างปรับมาได้ดีเกินกว่าที่คิด ชนิดที่ว่าไม่จำเป็นต้องเทียบกับใคร 

 

 

          ทีนี่มาว่ากันที่เรื่องของภาพลักษณ์กันบ้าง แน่นอนว่าคงยังไม่สามารถสู้คู่แข่งในตลาดได้เพราะผู้ใช้ส่วนมายังยึดติดกับภาพและกระแสนิยม แต่หากมองถึงการพัฒนาแล้ว Nissan ทำได้ดีไม่แพ้แบรนด์อื่น เพราะความไม่ยึดติดกับสิ่งเก่าเราจึงได้เห็นหน้าตาของ Navara เปลี่ยนไปมากในแต่ละรุ่น มีการปรับปรุงให้ดูดีขี้นเป็นลำดับ มีความชัดเจนว่านี่คือ รถกระบะ ชิ้นส่วนอุปกรณ์บางอย่างถูกเปลี่ยนเข้าไปแทนของเดิมอย่างแนบเนียน อย่างเช่นฝากระโปรงหน้าที่เป็นใหม่ทั้งบาน ไฟหน้าแบบ LED ไฟ DRL ลงตัวกันดีกับชนหน้ารูปแบบใหม่ และชิ้นบังลมด้านล่าง รวมถึงบันไดข้าง ไปจนถึงฝาปิดกระบะเปลีี่ยนใหม่พร้อมกล้องแบบบิ้วอิน พร้อมเหล้กสปริงเสริม ซับแรงให้ยกได้เพียงมือเดียว

 

 

          ส่วนภายในยังขัดกับความรู้สึกนิดหน่อย (เหตุผลส่วนบุคคล) เมื่อเอาองค์ประกอบทั้งหมดมามัดรวมกันจะเห็นว่ามีส่วนที่แตกต่างกันอย่างวัสดุที่นำมาใช้นั้นดูไม่กลมกลืนกัน ให้มองภาพตามอย่างพวงมาลัยถูกออกแบบมาให้มีฟังชั่นการสั่งการพร้อมกับตกแต่งให้พรีเมี่ยมเหมือนรถยนต์นั่งแต่ถูกตัดความรู้สึกด้วยแผงข้างประตูที่เป็นพลาสติกแข็งๆ แต่ยังดีที่มีการจัดวางอุปกรณ์ให้ใช้งานได้ง่าย มีระบบไฟฟ้าเข้ามาอำนวยความสะดวกทำให้ปรับเบาะได้ง่ายขึ้นแต่ยังนั่งได้ไม่ลงตัว ความเหมาะสมบางอย่างถูกปรับให้เข้าที่เข้าทางอย่างภาพที่เคยแสดงบนกระจกมองหลังถูกย้ายมาที่จอกลางแบบที่ควรจะเป็น ทว่าอยู่ที่ความชอบและความถนัดส่วนตัวของแต่ละคน พื้นที่ด้านหลังที่ต้องบอกว่า Nissan นั่นมีชื่อเสียงมานานตั้งแต่ King-Cab ในรุ่นใหม่นี้ก็ยังคงทำได้ดีไม่เปลี่ยน สมกับความเป็นผู้นำด้านห้องโดยสาร หากต้องนั่งหลังเดินทางไปไกลไม่มาก ถือว่าสบายเนื่องจากพื้นที่กว้างมาก รวมถึงอรรถะประโยชน์ในการใช้งานก็ทำได้ค่อนข้างดี  

 

 

          สำหรับการทดลองขับโดยการเดินทางแบบ One Day Trip ครั้งนี้ พอสรุปได้คร่าวๆ ว่ารถกระบะรุ่นใหม่ของ Nissan มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี  โดดเด่นสุดน่าจะเป็นเรื่องของการปรับเซ็ตของช่วงล่าง แม้จะวิ่งตัวเปล่าก็ไม่ถึงกับโดดเด้งมากแต่อย่างเอาไปเปรียบกับรถยนต์นั่ง เพราะยังไงหลักการก็ต่างกัน การหวังว่าจะเอาให้เนียนนุ่มนั้นคงหาไม่ได้ในรถกระบะที่เป็นบอดี้ออนเฟรมและมีช่วงล่างแบบแหนบ แต่ส่วนดีที่ว่านี้ก็ต้องเอาไปหักกับบางส่วน อย่างเบาะนั่งที่ดูจะไม่สบายนักแม้จะปรับให้เหมาะกับสรีระของผู้ขับมากที่สุดแล้วก็ตาม ทั้งที่ Nissan เองขึ้นชื่อว่าดีในเรื่องเบาะนั่ง ส่วนอื่นๆ อย่างวัสดุที่นำมาใช้ในการประกอบที่เหมือนกับคุณภาพต่ำแบบมีนัยยะ อาจเพราะต้องการรักษ์โลกที่เน้นวัสดุรีไซค์เคิลไม่ได้ลดต้นทุนอย่างที่หลายคนคิด ในทางตรงกันข้ามกลับเพิ่มต้นทุนด้วยซ้ำ แต่หากให้มองถึงอนาคต ส่ิงนี้จะช่วยให้เจ้าของรถประหยัดเพราะชิ้นส่วนมีราคาไม่สูง ก็ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยสามารถมองข้ามไปได้ หากไม่เนี้ยบ หรือยี่หระกับเรื่องแบบนี้ 

 

 

          โปรดอย่าลืมว่ารถผลิตออกมาจำหน่ายแล้วจะให้กลับไปแก้ไม่มีทางเป็นไปได้ นอกจากรอลุ้นกับรุ่นใหม่ว่าจะมีการปรับให้เหมาะสมมากเพียงใด ต้องบอกว่าสิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน Nissan Navara รุ่น Double Cab Calibre VL 7AT 4WD ยังฟันธงไม่ได้ว่าสมราคามากเพียงใด เพราะยังมีส่วนที่ถูกลดทอนคุณภาพลงไป ทั้งที่น่าจะดีกว่านี้ แต่หากจะเปรียบเทียบกับราคาให้คิดว่า ฟังชั่นการทำงาน ระบบความปลอดภัยที่ใส่มานั้นเราสามารถใช้งานได้ครบและเต็มที่มากแค่ไหน ถ้าใช้ครบทุกวันก็ยอมจ่ายไป แต่หากดูแล้วไม่มีความจำเป็นต้องใช้ก็ลดลงมาที่รุ่นลองกับราคาที่ถูกลง น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในเรื่องความคุ้มค่า ไม่ต้องคิดว่าซืื่อรถมาแล้วต้องขายต่อให้ได้ราคา ไม่มีทางเป็นไปได้ แค่ขยับขับออกจากโชว์รูมราคาก็ตกลงแล้ว แนวความคิดนี้ไม่เพียงแค่แบรนด์ Nissan เท่านั้น แบรนด์ไหนๆ ก็เป็น 

 

Nissan Navara Double Cab Pro-4X 7AT                   ราคา 1,149,000 บาท

Nissan Navara Double Cab Calibre VL 7AT 4WD    ราคา 1,129,000 บาท

Nissan Navara Double Cab Pro-2X 7AT                   ราคา    999,000 บาท

Nissan Navara Double Cab Calbre V 7AT                 ราคา    965,000 บาท

Nissan Navara Double Cab Calbre V 6MT                ราคา    915,000  บาท

Nissan Navara Double Cab Calbre E 7AT                 ราคา     899,000 บาท

Nissan Navara Double Cab Calbre E 6MT                 ราคา    849,000 บาท

รถซื้อสอง ซื้อขายรถ ของแต่งรถ

ข่าวที่ใกล้เคียง

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook